RMO : ถ้ามีนักกีฬาบาดเจ็บจะต้องทำยังไงบ้างครับ
อ.กันยิกา : เวลามีนักกีฬาบาดเจ็บก็ขึ้นกับศักยภาพของเรา และนักกีฬาว่าบาดเจ็บเป็นอะไร ถ้าอยู่ในเกณฑ์ที่เรามีเครื่องไม้เครื่องมือเพียงพอ
เราก็ให้การดูแลเองได้ แต่ถ้าหากนักกีฬาที่บาดเจ็บ ต้องการการดูแลที่มากไปกว่าอุปกรณ์ที่เรามี เราก็ต้องเป็นคนที่พานักกีฬาไปโรงพยาบาล
แต่การที่จะพาหรือไม่พานี่ บางทีก็ขึ้นกับศักยภาพของเจ้าภาพด้วยเหมือนกัน อย่างโอลิมปิกหรือเอเชี่ยนเกมส์ เจ้าภาพก็จะมีการเตรียมศักยภาพ
ในการดูแลนักกีฬาไว้อย่างดีมาก ที่โอลิมปิกเค้าก็จะมี MRI (Magnetic resonance imaging เครื่องตรวจอวัยวะภายในด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า : ผู้เรียบเรียง)
อยู่ที่ศูนย์พักนักกีฬาเลย ถ้านักกีฬามีปัญหาแล้วเราต้องการตรวจ เช่นนักกีฬาไหล่หลุดจากการแข่งขันกีฬา แล้วอาจารย์อยากทราบว่า
เค้ามีกล้ามเนื้ออะไรฉีกขาดบ้าง เพื่อประโยชน์ในการวางแผนการรักษา ก็สามารถส่ง MRI ได้เลย แต่ในบางที่ก็จะไม่พร้อมเท่ากับที่เราเอาไปด้วยซ้ำไป
RMO : อยากให้อาจารย์ช่วยเล่าบรรยากาศการทำงาน ความสนุกและความประทับใจจากซีเกมส์ครั้งล่าสุดนี้ครับ
อ.กันยิกา : อย่างที่บอกไปว่าซีเกมส์ครั้งนี้ มีความแตกต่างจากครั้งอื่นๆ เพราะเจ้าภาพจัดให้นักกีฬาของประเทศต่างๆ แยกกันอยู่ แต่ถ้าเป็นนักกีฬาประเภทเดียวกัน
หลายๆชาติก็จะอยู่ที่เดียวกัน อย่างเช่น ยิมนาสติกไทยก็จะไปอยู่ร่วม กับนักกีฬายิมนาสติกของประเทศอื่นๆ ในครั้งนี้ก็เลยแปลกออกไป
เหมือนกับว่าเราไม่มีทีมใหญ่ เราไม่มีการ assignment เหมือนเดิมว่า วันนี้เราจะไปดูกีฬาอะไร พรุ่งนี้จะไปดูอะไร โดยปรกติเวลาไป เราก็จะพยายามจัดการดูแล
ให้มีความสอดคล้อง อย่างกีฬาที่ต้องมีการปะทะ มีการต่อสู้ ก็จะจัดแพทย์ทางด้านออร์โธปิดิกส์ ไปดูเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าเป็นกีฬาที่เบาลงมาโอกาสบาดเจ็บ
น้อยกว่าหน่อย ก็จะจัดแพทย์สาขาอื่นไปดู เช่นแพทย์สาขาเวชศาสตร์ฟื้นฟูผลัดกันไปดู แล้วก็มีอายุรแพทย์ช่วยดูแล เรื่องการเจ็บป่วยทั่วๆไป เราก็ปรึกษาได้
ทีนี้พอเราต้องไปคนเดียวเราก็ต้องดูหมด ไม่ว่าจะเป็นหวัด เจ็บคอ แพ้ยา แพ้อากาศ กลายเป็นว่าเราต้องดูคนเดียวหมด ซึ่งทำให้ตอนแรกๆรู้สึกแปลกๆ
เพราะปรกติเราก็จะมีที่ปรึกษาเยอะ แต่ว่าในครั้งนี้นักกีฬาของเราฟิตดีทีเดียว เพราะฉะนั้นเรื่องที่เค้ามีปัญหาก็จะเป็นการเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆ
เรื่องของการบาดเจ็บมักจะเป็นการบาดเจ็บที่เป็นเรื้อรังอยู่เดิม จากการฝึกซ้อม เราก็ให้การดูแลให้เค้าสามารถลงแข่ง ได้อย่างเต็มศักยภาพมากที่สุด
ตรงนั้นก็จะเป็นงานถนัดของเราอยู่แล้ว
ดูยิมนาสติกครั้งนี้ ก็ได้ดูหมดเลย ทั้งประเภทที่เราคุ้นเคยกันอยู่แล้ว เช่น บาร์เดี่ยว บาร์คู่ ฟลอร์เอกเซอไซส์ (Floor exercise) จนกระทั่งยิมนาสติกลีลา
และแอโรบิคยิมนาสติก เป็นแบบการเต้นแอโรบิคโดยใช้ท่ายิมนาสติก โดยปรกติเคยไปดูยิมนาสติกนานมาแล้ว เวลาที่ไปในช่วงแรกๆที่ไปมาเลเซีย
ก็ได้ดูยิมนาสติกสมัยธีระ พงศ์พาณิชย์ แล้วก็ร้างไปนานไปดูกีฬาประเภทอื่น พอมาดูก็ต้องมาจัดใหม่ มาดูวิธีการแข่งขันใหม่ แล้วไปฟิลิปปินส์หนนี้
เราก็คงจะพอทราบข่าวเหมือนกับเจ้าภาพเอาเปรียบ ซึ่งตรงนี้เนี่ยก็คงแล้วแต่มุมมองของแต่ละคน เค้าก็จัดตามศักยภาพของเค้า เพราะฉะนั้นยิมที่เราไปแข่งขัน
เราก็จะเสียเปรียบ เพราะมันเป็นยิมเล็ก ยิมแบบเท่ากับโรงยิมของเราเองเนี่ย (โรงยิมม.อ. : ผู้เรียบเรียง) ซึ่งเวลาที่เราจัดการแข่งขัน
เราไม่เคยจัดในโรงยิมขนาดนี้เลย จัดในยิมใหญ่ อุปกรณ์จะดี ไม่ต้องกลัวการบาดเจ็บเลย ทีนี้พอเจอบรรยากาศแบบนี้ เราก็เสียเปรียบไปโดยปริยาย
ในเรื่องที่ทำเต็มหรือไม่เต็มศักยภาพ มันก็เป็นเรื่องที่พูดยาก บางครั้งนักกีฬาเราก็พลาดเองเราก็เห็นอยู่ ซึ่งจริงๆแล้วเราจะต้องไม่พลาด เพราะถ้าพลาดเนี่ย
เราจะโดนซ้ำแน่นอน แต่ถ้าไม่พลาดนะ เราก็ยังมีโอกาสอยู่ อย่างมากก็เหรียญร่วม และถ้าเราไปแข่งโดยไม่หวังเหรียญ จุดไคลแมกซ์ก็อยู่ที่ว่า
นักกีฬาเราทำได้เท่าที่ซ้อมหรือเปล่า อย่างตอนกีฬาช่วงแรกๆที่เป็นยิมนาสติกทั่วไปจะยังไม่ค่อยชัด แต่ถ้าเป็นยิมนาสติกลีลาจะเห็นชัดมาก
เพราะเราจะเห็นการซ้อมของเค้าก่อนที่จะลงแข่ง วันแรกๆจะเป็นยิมปรกติแข่งกันก่อน เราก็ไม่ได้เห็นว่าเค้าซ้อมกันได้มากน้อยแค่ไหน
แล้วก็เห็นเค้าแข่งเลย เราก็ได้แต่เปรียบเทียบกับนักกีฬาประเทศอื่นว่าดีหรือไม่ดี อย่างมากก็คุยกับโค้ชว่าวันนี้ทำได้ดีทำไม่ได้ดีตามนั้น
แต่ก็ไม่รู้ว่านักกีฬาทำได้สูงสุดตามศักยภาพ เราก็เชียร์ไป แต่พอยิมลีลาเราก็รู้เลยว่านักกีฬาเล่นดีขึ้นหรือแย่ลงยังไง เพราะฉะนั้นตรงนี้ต่างหากที่เป็นจุดสนุก
โดยไม่คำนึงว่าเราจะแพ้ เราไม่ได้เหรียญ แต่เราดูแล้วเราคาดคะเนว่าเออของเราทำสวยกว่า ของเราทำได้เพอร์เฟ็ค แน่นอนว่าบางครั้งเราก็จะอินไปว่า
นักกีฬาเราทำได้ดีแต่ได้คะแนนน้อย เราก็จะโวยไปบ้าง แต่มันก็เป็นอะไรที่ไม่ได้สำคัญเท่ากับว่า นักกีฬาเค้าทำได้เต็มที่หรือเปล่า เพราะอย่างนักกีฬาคนหนึ่ง
เรารู้เลยว่าเค้าจะไปได้ไกลมาก ไกลกว่าที่เค้าเป็นอยู่เนี่ยเยอะ ก็เป็นจุดที่น่าสนใจ มากกว่าว่าเราแข่งครั้งนี้เราแพ้หรือเปล่า
|
ก็รู้สึกสนุกมากค่ะ จริงๆเพราะเป็นคนชอบเล่นกีฬา ที่ชอบดูก็เป็นเพราะว่าอยากลงไปเล่นนะ แต่ถ้าเราไปอยู่ในฐานะแพทย์เราก็จะรู้ว่า
จะต้องทำยังไงให้สนุกไปกับมัน จะเห็นได้ว่าหมอบางคนที่ไป ถ้าได้ไปดูกีฬาที่ตัวเองไม่รู้จักหรือไม่ชอบ ก็จะรู้สึกหงุดหงิดอะไรนิดหน่อย
ก็คงจะทำหน้าที่ได้ดีนะ แต่ก็คงไม่ค่อยจะอยากไปเท่าไหร่ ถ้าถามเราก็อยากไปดูกีฬาที่เราชอบมากที่สุด แต่กีฬาทุกอย่างจริงๆแล้ว
มันก็จะมีส่วนที่น่าสนใจของมัน เราก็จะได้เรียนรู้ตั้งแต่วิธีการยังไง พอดีพี่อยู่ออร์โธ ก็สนใจเรื่องกลไกการบาดเจ็บ มันเป็น sport biomechanics
ก็สนใจตรงนี้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไปดูก็เหมือนกับเราได้ไปเห็นจริงๆ นอกจากการอ่านหนังสือว่ากีฬาประเภทนี้มันต้องใช้กำลังตรงนี้ มันมีโอกาสบาดเจ็บตรงนี้เยอะ
พอไปนั่งคิดวิเคราะห์เราก็รู้สึกสนุกและไม่เบื่อ อย่างดูเค้าซ้อมเราก็ดูว่าเค้า stretch ยังไง ถ้าเค้าบาดเจ็บแล้วเราจะไปแนะนำให้เค้า stretch อีกเหรอ
เป็นต้น มันก็จะมีความคิดแบบนี้ขึ้นมาแทน ถ้าเป็นบางคนไปดูนักกีฬาซ้อมก็จะเบื่อมาก เพราะก็จะรู้สึกว่าเค้าทำอะไรกันก็ไม่รู้ ทำให้รู้สึกไม่สนุก
แต่ตัวเองจะรู้สึกสนุกกับตรงนั้น และถ้านักกีฬามีปัญหา ก็รู้สึกสนุกที่จะได้ analize ว่าทำยังไงเค้าถึงจะได้แข่ง เค้าจะได้เล่นดีที่สุด
แต่มันก็มีหลายจุดที่เราทำไม่ได้ เช่น ด้านจิตวิทยา เนื่องจากเรารู้จักนักกีฬาน้อยเกินไป ก็ไปรู้จักตอนแข่งขันเลย ก็อย่างที่พี่พูดไปแล้ว
คือถ้าหมอประจำทีมไปดูแลเค้าเลย ถ้าเค้าได้คนที่สนใจตรงนั้นจริงๆ ก็จะมีคนช่วยพัฒนาทีมไปได้มาก แต่ทั้งคู่ก็ต้องมีการยอมรับกันนะ
คือฝ่ายทีมกีฬาเองก็ต้องยอมรับว่า หมอเองก็มีศักยภาพเหมือนกัน ในการที่จะช่วยวิเคราะห์เรื่องของการฝึกซ้อม แต่ถ้าไม่ยอมรับมันจะกลายเป็นความขัดแย้ง
ที่เกิดขึ้น แล้วก็จะเกิดการไม่สบาย ใจ แต่ถ้ามีการยอมรับกัน อย่างทีมยิมนาสติก เค้าดีมากเลยนะ เค้ายอมรับเรา เนื่องจากเราไม่ได้มีความรู้ตรงนี้มาก
เลยไม่ได้แนะนำอะไร แต่จากการที่ได้คุยกัน เราก็จะคาดคะเนได้ว่าเค้าคิดยังไง เค้าจะมีการยอมรับเรื่องตรงนี้ค่อนข้างสูง ก็จะทำให้โอกาสที่จะมีแพทย์
เค้าไปร่วมพัฒนาจะมีมากขึ้น
ในส่วนของแพทย์เองก็เหมือนกัน ต้องยอมรับว่าในส่วนของ sport medicine ก็เป็นศาสตร์ของมัน ไม่ใช่ว่าหมอออร์โธปิดิกส์จะรู้เรื่อง sport med
ไม่ใช่ว่าหมอศัลย์ หรือหมอที่เล่นกีฬาเยอะๆจะไปรู้ศาสตร์ของ sport science มันต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม ถ้าเราแนะนำโดยที่ไม่รู้ อาจจะเกิดผลเสีย
เช่น เราไปแนะนำให้นักกีฬาพัก แค่นั้นก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาแล้ว แทนที่เราจะไปหาวิธีฟื้นฟูสมรรถภาพของนักกีฬา แต่ตรงนี้เราก็ต้องรู้จริงๆว่าเมื่อไหร่
ที่จะต้องพัก เพราะการพักก็เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับนักกีฬา แต่การฟื้นฟูเพื่อให้เค้ากลับไปเล่นได้ก็เป็นเรื่องที่จำเป็น กลายเป็นปัจจุบันเราจะเป็นคนฟันธงว่า
นักกีฬาจะได้ไปไหม ฟิตพอไหม เป็นแบบนั้นทุกคนก็หนีหมด นักกีฬาไม่มาปรึกษา เพราะเค้ากลัวว่าถ้าเค้าบอกเราว่าเค้าเจ็บตรงนี้ เค้าจะไม่ได้ไปร่วมแข่งขัน
คือเรายังทำตรงนั้นกันไม่พอ แต่ถ้าหากมีคนสนใจ หมอ sport med ก็เป็นอีกสาขาหนึ่ง คนทั่วไปจะคิดว่า ออร์โธปิดิกส์คือคนที่จะดูเรื่องพวกนี้ดีที่สุด
พี่ก็ไม่แน่ใจว่าจะดีที่สุดหรือไม่ แต่ในขณะนี้สถานภาพการ training ที่เราผ่านมาเนี่ย เราคงดูเรื่องการบาดเจ็บได้ดีที่สุด ในภาพรวมของ sport science
ยังไม่มีใครรู้มาก คุณหมอเองก็อยู่ปีห้า (ผู้สัมภาษณ์) ปีห้าเนี่ยก็คือเรียนศาสตร์ทุกอย่างแล้ว ที่เป็นทางด้านการแพทย์ แต่ไปแตะเรื่องการกีฬาแค่นิดเดียว
แทบจะไม่ได้เรียนเลย ทั้งๆที่เป็นศาสตร์ใหญ่ เพราะฉะนั้นมันก็จะเหมือนแพทย์เฉพาะทางอื่นๆ ที่ต้องมีการ train ขึ้นมา ไม่ใช่เฉพาะหมอนะ
นักกายภาพบำบัดก็เถอะ นักกายภาพทางกระดูกและข้อ ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องทำ sport science ได้ดี
หน้าถัดไป : 1 2 3
|