RMO : แสดงบุคลากรด้านนี้ยังมีน้อยอยู่ใช่ไหมครับ
อ.กันยิกา : โดยภาพรวมเราน่าจะยังขาด แต่คนที่สนใจก็มีเยอะ อย่างน้อยความสนใจและความตั้งใจจริง มันก็ทำให้คนที่ไม่ได้อยู่ในศาสตร์นั้นเรียนรู้เยอะ อาจารย์หรือหมอบางท่านที่ไป เค้าก็สนใจที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเองว่ามันมีอะไร แต่ในภาพรวมจริงๆ ก็เป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเองกันคนละจุดสองจุด ไม่ได้มีการเรียนเป็นภาพรวมอย่างจริงจัง ก็เป็นจุดที่สามารถพัฒนาได้อีก ถ้าประเทศไทยต้องการ จะเป็นการกีฬาเพื่อความเป็นเลิศจริงๆ การรองรับบุคลากรด้านนี้มีไม่ใช่แค่หมอ แต่มีทั้ง trainer นักกายภาพบำบัด นักจิตวิทยาการกีฬา เป็นต้น ก็จะต้องมีบทบาทสูงขึ้น

ก็ที่เรียนมาออร์โธก็เพราะ ติดภาพว่าออร์โธน่าจะเกี่ยวกับกีฬา เห็นอาจารย์ออร์โธที่ศิริราชที่เป็นหมอทางด้านการกีฬาอยู่หลายคน ก็อยู่ในวงการกีฬา ทำให้คิดว่าเหมือนมันเป็นงานถนัดของเรา แต่พอไปเรียนจริงๆมันก็เป็นเรื่องของโรค อุบัติเหตุและการบาดเจ็บทั่วๆไปที่เกิดจากการกีฬา แต่ก็ไม่ได้เป็นอะไรที่เฉพาะไปกว่านั้น แต่จริงๆเราก็เรียนรู้ได้ถ้าต้อง deal กับมันเยอะๆ

RMO : แล้วเรื่องการใช้ชีวิตอยู่ของอาจารย์ที่ฟิลิปปินส์ล่ะครับ
อ.กันยิกา : เรื่องการอยู่ ก็พักในโรงแรมซักประมาณ 3 ดาว ก็ไม่ได้ดีนักถ้าเทียบกับที่เราเคยไป ที่อื่นๆ เค้าจะจัดสองแบบคือเป็นหมู่บ้านนักกีฬา และเป็นโรงแรม เราก็จะรู้ว่าโรงแรมประเทศไหนเป็นยังไง อย่างโรงแรมที่มาเลเซียก็ค่อนข้างดี หรือที่สิงคโปร์สภาพโรงแรม ก็จะต่างจากที่ฟิลิปปินส์ ไปที่ฟิลิปปินส์หนนี้ โรงแรมก็ต่างจากครั้งที่แล้วที่ไปนะ แต่เป็นเพราะเราอยู่กับทีมนักกีฬา ไม่ได้อยู่กับกองบัญชาการใหญ่ ทำให้เราอาจจะไม่ได้อยู่โรงแรมที่ดีมาก แต่พี่ก็อยู่ได้ไม่มีปัญหา มีนักกายภาพบำบัดอีกคนที่เป็นผู้หญิง เพราะฉะนั้นเราก็ต้องไปอยู่ห้องเดียวกัน แล้วก็เปิดห้องนั้นเป็นคลินิก ห้องก็เหมือนห้องขนาดกลางทั่วๆไป ก็เหมือนกับโรงแรมในหาดใหญ่อย่างเจบี ก็คงจะห้องขนาดนั้น แต่การบริการอาจจะไม่เท่า โดยปรกติครั้งก่อนๆเราจะมีอยู่ห้องหนึ่งเป็นห้องคลินิก ห้องพักเราก็แยกต่างหาก แต่ครั้งนี้ห้องเราจะต้องเปิดเป็นห้องดูแลนักกีฬา และนักกายภาพบำบัดที่ไปด้วย เค้าก็มีอุปกรณ์ทางกายภาพบำบัด พวกอัลตราซาวด์ ความร้อนอะไรต่างๆ เพราะฉะนั้นนักกีฬาก็จะมาขลุกอยู่กับเรา เวลาเจ็บก็ต้องมา แล้วเราก็ให้การดูแล นักกีฬาเค้าก็จะพักร่วมกับโค้ชบ้าง ร่วมกับนักกีฬาเองบ้างในโรงแรมเดียวกัน



เรื่องการกิน ที่ฟิลิปปินส์เค้าก็จะมีคูปอง ถ้าเป็นที่อื่นที่เคยไป โดยเฉพาะถ้าเป็นหมู่บ้านระดับโอลิมปิก หรือเอเชี่ยนเกมส์เนี่ย เราไม่มีคูปองกินอาหาร แต่เราจะมีบัตรประจำตัว แล้วเราก็จะเข้าทานอาหารได้ตลอด 24 ชั่วโมง เอเชี่ยนเกมส์ที่กรุงเทพก็กินได้ 24 ชั่วโมง อาหารมื้อเช้าก็จะจัดเวลานี้ถึงเวลานี้ เราจะเข้าไปกินกี่รอบก็ได้เมื่อไหร่ก็ได้ แต่ที่ไปนี่เค้าจะให้คูปอง เป็นคูปอง 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น อาหารก็จะเหมือนกันทุกวันเลย เช้าก็เป็นแบบหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่พี่ก็ไม่ได้กินอะไรตอนเช้า ก็กินแต่กาแฟเป็นส่วนใหญ่ ในช่วงกลางวันเราก็จะพานักกีฬาไปแข่ง ก็จะกลับมาทานอาหารกลางวันหรืออาหารเย็นไม่ได้ โชคดีว่ามีครัวของไทยทำอาหารส่งนักกีฬา ก็เป็นข้าวกล่อง มีแกงเขียวหวานอะไรประมาณนี้ ก็ได้ทานอาหารไทยทุกวัน มื้อกลางวันกับมื้อเย็นก็เลยไม่มีปัญหา แต่ก็จะไม่ค่อยหลากหลาย ที่เคยไปที่อื่น เค้าก็จะมีอาหารทุกชาติ ถ้ายิ่งไประดับโอลิมปิก ก็จะมีอาหารให้เลือกมากเลย มีอาหารเอเชีย อาหารยุโรป มีสเต๊กให้กิน มีกิมจิของเกาหลีให้กิน มันก็จะหลากหลาย ตอนไปกรีซมีแมคโดนัลด์ด้วย พี่ก็กินทุกวันเลยเพราะว่าแบบกินฟรีไง (หัวเราะ) แต่พอมาที่นี่ เค้าก็จะมีจัดแบบเดียว เค้าก็จะจัดแบบกลางๆ อาหารฟิลิปปินส์ก็คล้ายๆอาหารไทย แต่ของเราก็คงจะรสดีกว่าอยู่แล้ว เค้าจะออกรสไปทางจืดๆจีนๆหน่อย แต่ก็ยังไม่อร่อยเท่าอาหารจีนในบ้านเรา
RMO : อาจารย์รู้สึกยังไงบ้างครับที่ได้มีโอกาสเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้
อ.กันยิกา : รู้สึกดีค่ะ มันเป็นรสชาติของชีวิตเลยนะ เป็นประสบการณ์ เป็นสิ่งที่เราชอบแล้วเราก็ได้เข้าไปทำ แม้ว่าในส่วนที่เราทำอาจจะยังไม่สมบูรณ์ จริงๆก็อยากทำมากกว่านี้ แต่ส่วนที่ไปทำก็รู้สึกว่ามันสนุก มีความสุขมากเวลาไป ตอนไปจะมีปัญหานะ มีปัญหาแทบจะทุกครั้งเลย จะต้องมีเรื่องตรงนั้นให้แก้ ตรงนี้ให้แก้ แต่พอในภาพรวมเรื่องนั้นก็หลายเป็นเรื่องเล็ก จริงๆมันก็มีเสน่ห์ของมัน ในอีกความคิดหนึ่ง ก็อยากจะเลิกนะ เพราะว่าอายุมาก อยู่มาตั้งนานแล้ว บางทีก็อยากเปลี่ยนให้น้องๆให้คนอื่นได้ไปบ้าง แต่อีกส่วนหนึ่งก็ยังอยากอยู่นะ อยากจะไป จุดที่มีปัญหานั่นก็คือเราก็ไม่ได้อยู่ในกรุงเทพ ส่วนใหญ่นักกีฬาก็จะซ้อมอยู่ในกรุงเทพ เพราะฉะนั้นเราก็แทบจะไม่มีโอกาสเลย ที่จะดูทีมกีฬาก่อนที่จะไปแข่ง ไม่ได้แปลว่าหมอที่อยู่กรุงเทพเค้าไปกันหมดนะ แต่ว่าสมมติว่าถ้าอยากจะทำเนี่ย ก็ต้องไปดูการซ้อมของนักกีฬาตั้งแต่ก่อนไปเลย ซึ่งก็ไม่รู้ว่าถ้าพี่ไปอยู่กรุงเทพจริงจะมีเวลาหรือเปล่า สรุปว่าก็ชอบนะ คิดจะเลิก แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะเลิกเมื่อไหร่ ถ้าคิดว่ายังทำได้นะ พอคราวที่ไปหลังๆ ก็ต้องถามตัวเองว่าไปแล้ว เราทำได้อย่างที่เราเคยทำหรือเปล่า เพราะว่าเราแก่ตัวลง และก็ต้องทำงานเป็นผู้บริหาร เราจะต้องไม่ลงไปทำงานอะไรหลายๆอย่าง ด้วยตัวเองแล้ว แต่จะมีคนทำให้ แต่พอไปแบบนี้ก็กลายเป็นเราก็ต้องทำอะไรเองหมด ซึ่งก็โอเค อย่างที่ไปฟิลิปปินส์ ก็รู้ว่าตัวเอง ยังคงทำได้ยังมีประโยชน์ต่อที่นั่นอยู่ และยังไม่มีจุดที่ทำให้รู้สึกว่าลำบากใจจนเกินไป ก็กำลังดูๆอยู่ เพราะปีนี้กำลังจะมีเอเชี่ยนเกมส์ที่เมืองโดฮา (ประเทศการ์ตา : ผู้เรียบเรียง) ซึ่งมันก็อยู่ในประเทศที่เราไม่เคยไปมาก่อน ก็ทำให้อยากไปเหมือนกัน แต่ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของคณะกรรมการโอลิมปิก ว่าหมอคนที่ไป ควรจะเป็นคนที่ได้ดูกีฬามาก่อนหรือเปล่า อย่างพี่ไปเนี่ยก็เป็นระดับประสบการณ์นะ อย่างขนาดพี่หรืออาจารย์บางท่าน ก็เป็นผู้อาวุโสแล้ว ก็จะเป็นการใช้ประสบการณ์ของเรา ที่จะไปช่วยแก้ปัญหา หรือทำอะไรได้มากกว่าคนที่ยังเด็กๆ แต่ในแง่ของการลงแรง เด็กๆหนุ่มๆไฟแรงก็จะมีประโยชน์มาก ทำอะไรได้ทุกอย่างมากกว่า ระหว่างสองกลุ่มเนี่ยคณะกรรมการโอลิมปิก เค้าก็คงต้องชั่งและเลือกว่าจะเอาสัดส่วนของคนเก่า กับคนใหม่ไปมากน้อยแค่ไหน จะจัดการอย่างไร

RMO : ขอบคุณอาจารย์มากครับ...



ไปหน้า : 1 2 3

สัมภาษณ์และเรียบเรียง : Euphoria
ออกแบบ : Baimai (www.photo-n-life.com)